๑๐ พระสูตรที่สำคัญของพระศาสดา | ธรรมะดอทคอม
๑๐ พระสูตรที่สำคัญของพระศาสดา ที่ชาวพุทธควร ทำความเข้าใจว่า ทำไมคำสอนพระศาสดา จึงมีความสำคัญยิ่ง
๑. พระองค์ทรงสามารถกำหนดสมาธิเมื่อจะพูดทุกถ้อยคำ จึงไม่ผิดพลาด
(คำพูดแรก จนถึงคำสุดท้าย ย่อมตั้งจิตในสมาธิ)
อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรือ จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่อง นั้นๆ ย่อมตั้งไว้ ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่น อยู่ กระทำให้มีจิตเป็นเอกดัง เช่นที่คนทั้งหลาย เคยได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้.
๒. แต่ละคำพูดเป็น อกาลิโก คือ ถูกต้องตรงจริงไม่จำกัดกาลเวลา
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายเป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเป็นธรรมที่ บุคคลจะพึงเห็น ได้ด้วยตนเอง (สนฺทิฏฐิโก) เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล (อกาลิโก) เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (เอหิปสฺสิโก) ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก) อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ เวทตพฺโพ วิญฺญูหิ)
๓. คำพูดที่พูดมาทั้งหมดนับแต่วันตรัสรู้นั้น สอดรับไม่ขัดแย้งกัน
ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรีที่ตถาคตได้ตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณจนกระทั่ง ถึงราตรี ที่ตถาคตปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใด ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย
๔. ทรงบอกเหตุแห่ง ความอันตรธานของคำสอน เปรียบด้วยกลองศึก
(เหตุเสื่อม-ในอนาคตภิกษุไม่สนใจคำสอนของตถาคต และจะแต่งคาถาขึ้นใหม่)
ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว กลองศึกของกษัตริย์พวก ทสารหะ เรียกว่า อานกะ มีอยู่ เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตก หรือลิ พวกกษัตริย์ทสารหะได้หา เนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลง ในรอยแตกของกลองนั้น (ทุกคราวไป)
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้นนานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิม ของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึกมี ความหมายซึ่ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่อง สุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้น มากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยหูฟัง จักไม่ตั้งจิต เพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่ สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน
ส่วนสุตตันตะเหล่าใดมีนักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตรเป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่าเป็นสิ่ง ที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป
ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
๕. ทรงกำชับให้ ศึกษาปฏิบัติเฉพาะจากคำของพระองค์เท่านั้นอย่าฟังคนอื่น
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้ สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรอง ประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวยมี พยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของ สาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่ว ถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่ง ที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้น โลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่อง สุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะ เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอย่อม ฟังด้วยดี ย่อมเงี่ย หูฟังย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่า เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน
จึงพากันเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า “ข้อนี้เป็นอย่างไร ? มีความหมายกี่นัย ? ” ดังนี้ ด้วยการทำดังนี้ เธอย่อม เปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้ ธรรมที่ยังไม่ปรากฏเธอก็ทำให้ปรากฏได้ ความสงสัยในธรรมหลายประการ ที่น่า สงสัยเธอก็บรรเทาลงได้
๖. ทรง ห้ามบัญญัติเพิ่มหรือตัดทอน สิ่งที่บัญญัติไว้
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอน สิ่งที่บัญญัติ ไว้แล้ว จักสมา ทานศึกษาในสิกขาบท ที่บัญญัติ ไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด ความเจริญก็เป็นสิ่ง ที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น.
๗. สำนึกเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงผู้เดินตาม พระองค์เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม
ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรค ที่ยังไม่มีใครรู้ ให้มีคนรู้ได้ทำมรรค ที่ยังไม่มีใคร กล่าวให้เป็นมรรค ที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็น มัคคัญญู(รู้มรรค) เป็น มัคควิทู (รู้แจ้งมรรค) เป็นมัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค).
ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้ เป็น มัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่อง กระทำ ให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคต ผู้อรหันต สัมมาสัมพุทธะกับ ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์.
๘. ตรัสไว้ว่า ให้ทรงจำบทพยัญชนะ และคำอธิบายอย่างถูกต้อง พร้อมขยันถ่ายทอดบอกสอนกันต่อไป
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้ เล่าเรียนสูตรอันถือกันมา ถูกด้วยบทพยัญชนะ ที่ใช้กันถูกความหมายแห่งบทพยัญชนะ ที่ใช้กันก็ถูก ย่อมมีนัยอันถูกต้องเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย ! นี่เป็น มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้ พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป..
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท) พวกภิกษุเหล่านั้น เอาใจใส่บอกสอน เนื้อความแห่งสูตร ทั้งหลายแก่คนอื่นๆ เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลาย ก็ไม่ขาดผู้เป็นมูลราก(อาจารย์) มีที่อาศัยสืบกันไป. ซึ่งทำให้ พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป.
๙. ทรงบอก วิธีแก้ไขความผิดเพี้ยนในคำสอน (หลักมหาปเทส ๔)
๑. (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะ พระพักตร์ พระผู้มีพระภาคว่า“นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา”... (สงฆ์มีอายุรูปเดียว)
๒. (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ในอาวาสชื่อโน้นมีสงฆ์ อยู่พร้อม ด้วยพระเถระ พร้อมด้วย ปาโมกข์ ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะ หน้าสงฆ์นั้นว่า “นี้เป็นธรรมนี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอน ของพระศาสดา”... (เจ้าอาวาส+ภิกษุสงฆ์+พระเถระ)
๓. (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ในอาวาสชื่อโน้น มีภิกษุผู้เป็นเถระ อยู่จำนวนมาก เป็นพหูสูตร เรียนคำภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ สดับมาเฉพาะหน้า พระเถระ รูปนั้นว่า “นี้เป็นธรรมนี้ เป็นวินัยนี้เป็นคำสอนของ พระศาสดา”... (เจ้าอาวาส+พระเถระเป็นจำนวนมาก)
๔. (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ในอาวาสชื่อโน้น มีภิกษุผู้เป็นเถระ อยู่รูปหนึ่ง เป็นพหูสูตร เรียนคำภีร์ ทรงธรรมทรงวินัย ทรง มาติกา ข้าพเจ้าได้สดับ เฉพาะหน้า พระเถระรูปนั้นว่า “นี้เป็นธรรมนี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา”... (เจ้าอาวาส+พระเถระ 1 รูป)
เธอทั้งหลายยังไม่พึงชื่นชม ยังไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของผู้นั้น พึงเรียนบท และพยัญชนะ เหล่านั้น ให้ดีแล้ว พึงสอบสวนลงในพระสูตร เทียบเคียงดูในวินัย
ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้นสอบลงในสูตรก็ไม่ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า“ นี้มิใช่พระดำรัสของ พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้นแน่นอน และภิกษุนี้รับมาผิด” เธอทั้งหลาย พึงทิ้งคำนั้นเสีย
ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ได้เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “นี้เป็นพระดำรัส ของพระผู้มีระภาค พระองค์นั้น แน่นอน และภิกษุนั้นรับมาด้วยดี” เธอทั้งหลายพึงจำ มหาปเทส.. นี้ไว้
๑๐. ทรงตรัสแก่พระอานนท์ ให้ใช้ธรรมวินัยที่ตรัสไว้ เป็นศาสดาแทนต่อไป
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ‘ธรรมวินัยของพวกเรา มีพระศาสดาล่วงลับ ไปเสีย แล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา’ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น. อานนท์ ! ธรรมก็ดีวินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอ ทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ ทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดีใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็น สรณะ ไม่เอา สิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็น ประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์ ! ภิกษุพวกใด เป็นผู้ใคร่ในสิกขา ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศ ที่สุดแล.
อานนท์ ! ความขาดสูญแห่งกัลยาณวัตรนี้มีในยุคแห่งบุรุษใด บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นบุรุษ คนสุดท้ายแห่บุรุษทั้งหลาย... เราขอกล่าว ย้ำกะเธอว่า... เธอทั้งหลาย อย่าเป็น บุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น