กรรมดำ กรรมขาว กรรม ๔ อย่าง อย่างไรเล่า? | ธรรมะดอทคอม
ภิกษุ ท. ! กรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน.
กรรม ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! กรรมดำ มีวิบากดำ ก็มีอยู่.
ภิกษุ ท. ! กรรมขาว มีวิบากขาว ก็มีอยู่.
ภิกษุ ท. ! กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว ก็มีอยู่.
ภิกษุ ท. ! กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ก็มีอยู่.
กรรม แบบที่ ๑
ภิกษุ ท. ! กรรมดำ มีวิบากดำ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้
ย่อมปรุงแต่ง กายสังขาร อันเป็นไป กับด้วยความเบียดเบียน,
ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นไป กับด้วยความเบียดเบียน,
ย่อมปรุงแต่ง มโนสังขาร อันเป็นไป กับด้วยความเบียดเบียน,
ครั้นเขาปรุงแต่งสังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลก อันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียน ;
ผัสสะทั้งหลาย อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ย่อมถูกต้องเขาซึ่ง เป็นผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไปด้วยความเบียดเบียน ;
เขาอันผัสสะที่เป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนา ที่เป็นไปด้วยความเบียดเบียน อันเป็นทุกข์โดยส่วนเดียว, ดังเช่นพวกสัตว์นรก.
ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า กรรมดำ มีวิบากดำ.
กรรม แบบที่ ๒
ภิกษุ ท. ! กรรมขาว มีวิบากขาว เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้
ย่อมปรุงแต่ง กายสังขาร อันไม่เป็นไป กับด้วยความเบียดเบียน,
ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันไม่เป็นไป กับด้วยความเบียดเบียน,
ย่อมปรุงแต่ง มโนสังขาร อันไม่เป็นไป กับด้วยความเบียดเบียน,
ครั้นเขาปรุงแต่งสังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อม เข้าถึงโลก อันไม่เป็นไปกับด้วย ความเบียดเบียน;
ผัสสะทั้งหลาย ที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ย่อมถูกต้อง เขา ผู้เข้าถึงโลก อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ;
เขาอันผัสสะที่ไม่เป็นไปกับ ด้วยความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน อัน เป็นสุขโดยส่วนเดียว, ดังเช่นพวกเทพสุภกิณหา.
ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่ากรรมขาว มีวิบากขาว.
กรรม แบบที่ ๓ ภิกษุ ท. ! กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้
ย่อมปรุงแต่ง กายสังขาร อันเป็นไป กับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไป ด้วยความเบียดเบียนบ้าง,
ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นไป กับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไป กับด้วยความเบียดเบียนบ้าง,
ย่อมปรุงแต่ง มโนสังขาร อันเป็นไป กับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไป กับด้วยความเบียดเบียนบ้าง
ครั้นเขาปรุงแต่งสังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อม เข้าถึงโลก อันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปด้วยความเบียดเบียนบ้าง;
อัสสะทั้งหลายที่เป็นไปกับด้วย ความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปด้วยความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้า ถึง โลกอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง;
เขาอันผัสสะที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปด้วยความเบียดเบียน บ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อม เสวยเวทนา ที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปด้วยความเบียดเบียนบ้าง อันเป็นเวทนาที่เป็นสุขและทุกข์เจือกัน, ดังเช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก.
ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว.
กรรม แบบที่ ๔
ภิกษุ ท. ! กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?
คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ (มรรค ๘)
ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรม.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล กรรม ๔ อย่าง ที่เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้รู้ทั่วกัน.
- จตุกฺกฺ. อํ. ๒๑/๓๒๐-๓๒๑/๒๓๗. (ในสูตรนี้ ทรงแสดงกรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นกรรมไว้ด้วยอริยมรรคมีองค์แปด; ในสูตรอื่นทรงแสดงไว้ด้วย โพชฌงค์เจ็ด ก็มี -๒๑/๓๒๒/๒๓๘, แสดงไว้ด้วยเจตนาเป็นเครื่องละกรรมดำกรรมขาวและกรรมทั้งดำทั้งขาว ก็มี -๒๑/๓๑๘/๒๓๔).

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น